Categories
สุขภาพ

โรคซึมเศร้า ดูไม่ร้าย แต่ฆ่าคนได้ในระยะเวลาที่รวดเร็ว

            โรคซึมเศร้าไม่ใช่โรคใหม่แต่เชื่อว่าคนไทยอีกหลายๆ คนก็ยังรู้จักโรคนี้ได้ไม่ดีพอ ซึ่งความน่ากลัวของโรคไม่ได้เกิดจากอาการเจ็บป่วยทางร่างกายใดๆ แต่เป็นอาการเจ็บป่วยทางความคิดและจิตใจ ที่เกิดจากประสบการณ์ต่างๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบันที่เป็นเหตุการณ์เลวร้ายหรือเป็นเรื่องที่ติดอยู่ในสมองแล้วกลายมาเป็นจุดกัดกินความคิด รวมกับปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้สื่อประสาทมีความผิดปกติ จึงก่อให้เกิดเป็นโรคซึมเศร้าที่สามารถฆ่าชีวิตของผู้เป็นได้ในระยะเวลาที่รวดเร็ว

โรคซึมเศร้ากลายมาเป็นโรคที่มีข่าวอยู่บนหน้าสื่อและโซเชี่ยลต่างๆ มากขึ้น เนื่องมาจากสภาวะของโรคเริ่มแพร่หลายและผู้ที่เป็นเริ่มแรกจะไม่รู้ตัวว่าตัวเองตกอยู่ในสภาวะที่ไม่ปกติ จึงมีความอันตรายสูงเพราะเพียงแค่เสี้ยววินาทีอาจทำให้ผู้ที่มีปัญหาโรคนี้ตัดสินใจฆ่าตัวตายได้ในระยะเวลาที่รวดเร็ว แม้ว่าโรคนี้จะเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางความคิดและสมอง แต่ก็ไม่ได้ถูกรวมอยู่ในประเภทของโรคจิตประสาทใดๆ เพราะสภาวะของโรคเกิดจากสารเคมีในสมองที่ไม่สมดุลกัน โดยสารที่ว่านี้เป็นสารสื่อประสาทที่ภายในสมองของมนุษย์ทุกคนจะต้องมี คือ นอร์เอปิเนฟริน, โดปามีน และซีโรโทนิน สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ได้เป็นจะมีสื่อประสาททั้ง 3 ทำงานกันภายในสมองอย่างสมดุล แต่สำหรับผู้ที่เป็นโรคนี้ สื่อประสาทจะทำงานไม่สมดุลกัน บางสื่อมีมากเกินไป ส่วนบางซื่อก็มีน้อยจนแทบไม่หลงเหลืออยู่ จึงทำให้ระบบทางความคิดผิดปกติ พฤติกรรมผิดเพี้ยนไปจากเดิม แม้กระทั่งความคิดก็จะเปลี่ยนแปลงไปมากพอสมควร บางคนทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตายแบบไม่รู้ตัวอีกด้วย สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายระดับ แต่จะมีอยู่ 3 ระดับที่คนไทยเป็นมากที่สุด คือ

  • แบบแรก คือ Major Depression จะมีอาการผิดปกติทางอารมณ์หรือมีอาการซึมอยู่ในช่วงประมาณ 2 สัปดาห์ ภายในระยะเวลานี้จะเป็นช่วงที่ผู้ป่วยไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ เพราะจะรู้สึกเศร้ามากกว่าคนทั่วไป จนไม่สามารถพูดคุยหรือออกจากบ้านไปทำกิจกรรมต่างๆที่เคยทำได้ ชอบเก็บตัวและเริ่มอยู่นิ่งๆ มากกว่าเดิม การเป็นในระดับนี้ต้องเริ่มได้รับการรักษา เพราะถ้าปล่อยไว้นานขึ้นอาการก็จะเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนอาจถึงขั้นฆ่าตัวตายได้
  • แบบที่ 2 คือ Dysthymia Depression เป็นอาการซึมเศร้าที่จะน้อยกว่าแบบแรก แต่ระยะเวลาของอาการซึมและเศร้าจะนานกว่า ที่สำคัญคืออาการเศร้าจะมีอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ระยะเวลายาวนานเป็นปี เริ่มต้นตั้งแต่ 1 ปีไปจนถึง 5 ปี การเป็นระดับนี้ถ้าสามารถรักษาอาการให้อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่รุนแรงได้ก็อาจจะเป็นเพียงแค่สูญเสียบุคลิกและสังคม เพราะจะมีอารมณ์ขึ้น-ลงสลับกันไปมา แต่ถ้ารักษาสถานการณ์ไว้ไม่ดี อาการทรุดลงก็อาจจะอาการทรุดลงได้เช่นกัน
  • แบบที่ 3 คือ Bipolar disorder ที่คนไทยเป็นกันมากพอสมควร โดยอาการจะแสดงออกอย่างแตกต่างจากแบบอื่น จะมีอารมณ์ที่เหวี่ยงมาก คือ ถ้าเศร้าจะเศร้าแบบสุดๆ แต่ถ้าดีใจก็จะดีใจแบบสุดๆ ด้วยเช่นกัน การเป็น อาการแบบนี้จะมีความแตกต่างจากแบบอื่นๆ ที่จะไม่เศร้าตลอดเวลา แต่จะสลับกับอาการดีใจที่เรียกว่าต่างกันแบบสุดขั้ว ความรุนแรงของอาการคือความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายได้ด้วยเช่นกัน

โรคซึมเศร้ายุคนี้ถือว่ามีระดับที่น่ากลัวมากขึ้น เพราะคนไทยมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้สูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องมาจากสภาวะต่างๆ รอบตัวที่มีความกดดันสูง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน, การทำงาน, การใช้ชีวิต, สภาพสังคม, สภาพเศรษฐกิจ รวมไปถึงพฤติกรรมประจำวันที่ถูกเปลี่ยนให้มีแต่ความเร่งรีบและการดูแลตัวเองที่น้อยลง จึงทำให้เกิดปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้มากขึ้นกว่าเดิมเป็นเท่าตัว ดังนั้นถ้าไม่อยากเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้าควรหันกลับมาดูแลตัวเองให้ดีและถ้ารู้สึกว่าตัวเองมีอาการเสี่ยงให้รีบปรึกษาแพทย์ทันที