Categories
สุขภาพ

ป้องกัน ออฟฟิศซินโดรม ง่ายๆ ด้วยการจัดโต๊ะทำงาน

ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) เป็นปัญหายอดฮิตของมนุษย์ทำงานออฟฟิศ รวมไปถึงคนที่ต้องนั่งทำงานเป็นระยะเวลานานอีกด้วย อาการที่มักจะเกิดขึ้นมีตั้งแต่อาการเบาๆ อย่างปวดคอ ปวดบ่า จนกระทั่งปวดหัวข้างเดียวหรือที่เรียกว่าไมเกรนได้เช่นกัน ทั้งนี้อาการดังกล่าวสามารถป้องกันได้ ปัญหาส่วนใหญ่ที่กล่าวมานั้นมาจากการนั่งทำงานด้วยท่าทางที่ไม่ดี อันมีผลมาจากการที่โต๊ะทำงานของเรานั้นถูกจัดมาไม่ถูกกับสรีระของแต่ละบุคคล วันนี้เราจะพามาดูว่า เราจะจัดโต๊ะทำงานอย่างไรที่จะสามารถทำให้เราห่างไกลจากออฟฟิศซินโดรมได้

 

1.ความสูงของโต๊ะและเก้าอี้

ความสูงของโต๊ะและเก้าอี้จะต้องถูกพูดถึงเป็นอย่างแรก เนื่องจากความสูงนี้จะส่งผลโดยตรงต่อคอ บ่าและหลัง การที่โต๊ะของคุณสูงมากเกินไป จะทำให้คุณต้องยกไหล่ขึ้นขณะทำงานทำให้กล้ามเนื้อบริเวณบ่าและคอทำงานอยู่ตลอดเวลา การทำงานของกล้ามเนื้อแบบนี้เป็นระยะเวลานานอาจทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวขึ้นได้และเกิดการร้าวไปบริเวณอื่นๆได้ เช่น ท้ายทอยหรือศีรษะ เป็นต้น ในส่วนของความสูงของเก้าอี้หากว่ามากหรือน้อยเกินไปก็อาจส่งผลต่ออาการปวดหลังส่วนล่างและขาได้เช่นกัน

 

2.ที่วางแขนต้องพอดี

การที่มีวางแขนพอดีกับความสูงของโต๊ะที่ช่วยลดการทับเส้นประสาทต่างๆในแขน และยังมีส่วนเสริมให้ลดการทำงานของกล้ามเนื้อคอและบ่าอีกด้วย หากเป็นคนที่ทำงานโดยใช้คอมพิวเตอร์อยู่แล้วนั้น การที่มีที่วางแขนที่ไม่พอดีนั้นจะทำให้การใช้อุปกรณต่างๆไม่ว่าจะเป็นคีย์บอร์ดและเมาส์อยู่ในลักษณะที่ผิด เช่น การกระดกข้อมือที่มากเกินไปหรือการเสียดสีของกข้อมือกับโต๊ะทำงาน อาจส่งผลให้เกิดการกดทับของเส้นประสาทบริเวณข้อมือได้

 

3.เท้าไม่ลอยจากพื้น

ฝ่าเท้าต้องไม่ลอยจากพื้นขณะที่นั่งทำงาน รวมไปถึงข้อเข่าและข้อสะโพกต้องทำมุมประมาณ 90 องศาด้วย การที่เท้าลอยจากพื้นนานๆนั้นจะทำให้เกิดการอาการปวดหลังและขาตามมาได้ ทั้งนี้ควรพิจารณาหาแผ่นสำหรับรองเท้าหรืออาจใช้กล่องเล็กๆเพื่อให้เท้าอยู่ติดกับพื้นขณะทำงาน

 

การปรับโต๊ะทำงานหรือสถานที่ทำงานนั้นจะส่งผลต่ออาการของออฟฟิศซินโดรมโดยตรง การที่มีโต๊ะทำงานที่เหมาะสมจะช่วยลดอาการปวดคอและบ่าได้มาก อีกทั้งยังช่วยในเรื่องของประสิทธิภาพการทำงานต่างๆให้ออกมาดีอีกด้วย สำหรับคนที่บริหารกล้ามเนื้อคอและบ่า ร่วมกับการยืดกล้ามเนื้อแล้ว อาการต่างๆยังไม่หายไปเสียที การจัดโต๊ะทำงานก็อาจจะเข้ามาช่วยเสริมในจุดนี้ได้ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการเพิ่มเติมสามารถปรึกษาแพทย์และนักกายภาพบำบัดเพื่อรับการตรวจประเมินและรักษาต่อไป