Categories
สุขภาพ

ต้องหวานแค่ไหน ถึงจะเสี่ยงเป็น เบาหวาน

เบาหวาน ก็ในเมื่อของหวานต่างๆ มักจะอร่อยจนอดใจไม่อยู่ ขนมเค้กเอย ชานมเอยใครจะไปอดใจไหว หลายคนทนกับความเย้ายวนไม่ได้จนปล่อยให้ตัวเองเสพน้ำตาลจนเกิดขนาด ผลคือน้ำหนักที่มากขึ้นและได้พุงย้อยๆ เป็นของแถม หากซ้ำร้ายกว่านั้นอาจมีโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมาไม่ว่าจะเป็นเบาหวาน โรคอ้วนและโรคหัวใจ แต่เมื่อรู้ทั้งรู้ว่าน้ำตาลเป็นอันตรายแต่ก็ยากจะอดใจไปกับเครื่องดื่มอร่อยๆ ที่เต็มไปด้วยน้ำตาล หากเลิกไม่ได้ล่ะก็ลองมาหาวิธีลดกันดีกว่า รับน้ำตาลได้แค่ไหนถึงจะห่างไกลจากความเสี่ยง

ลดความหวานในเครื่องดื่ม ลดความเสี่ยงได้จริงหรือไม่

จากการวิจัยพบว่าในแต่ละวันคนไทยดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นส่วนผสมเฉลี่ย 3 แก้วต่อวันคิดเป็น 519.3 มิลลิลิตร ในเด็กอายุ 6 – 14 ปีนั้นเป็นกลุ่มที่รับเครื่องดื่มผสมน้ำตาลมากที่สุดต่อสัปดาห์ หากลองวิเคราะห์ดูดีๆ จะพบว่าเครื่องดื่มในประเทศไทยมักจะมีส่วนผสมของน้ำตาลอยู่แทบทุกชนิดเลยก็ว่าได้ โดยพบน้ำตาลในปริมาณที่สูงมากจนน่าตกใจ เพราะเกินกว่าที่ร่างกายต้องการได้รับมทากถึง 100 มิลลิลิตรต่อวัน ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคต่างๆ ที่รักษาได้ยากอย่างเช่นโรคเบาหวาน โรคหัวใจและโรคที่เกี่ยวขอ้งกับหลอดเลือดเป็นต้น

วิธีการลดหวานในเครื่องดื่ม ทำได้อย่างไรบ้าง

1.ให้สั่งหวานน้อยทุกครั้งสำหรับเครื่องดื่ม

สำหรับคนที่ชอบเครื่องดื่มประเภทน้ำตาลไม่ว่าจะเป็นชานม น้ำอัดลมรวมถึงน้ำผลไม้สด ให้เลือกแบบที่หวานน้อยเอาไว้ก่อน หากเป็นเครื่องดื่มปรุงสดก็ให้สั่งหวานน้อยทุกครั้ง แต่หากเป็นเครื่องดื่มสำเร็จรูปให้ดูที่ฉลากเน้นหวานน้อย ก็จะเป็นการลดน้ำตาลได้ทางหนึ่งด้วย หรือหากเป็นคนที่ชอบดื่มกาแฟเป็นประจำก็ควรงดหรือใส่น้ำเชื่อมแต่น้อยๆ เลี่ยงพวกท้อปปิ้งต่างๆ ที่จะไปเพิ่มความหวานให้กับเครื่องดื่ม

2.สั่งแก้วเล็กที่สุดเสมอ

เพราะสัดส่วนของแก้วใหญ่และแก้วเล็กนั้นต่างกัน ดังนั้นการเลือกเครื่องดื่มแก้วเล็กจะทำให้รับน้ำตาลน้อยลงและเหมือนเป็นการบังคับตัวเองไปในตัวไม่ให้ดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเยอะเกินไป ซึ่งการลดน้ำตาลในช่วงแรกอาจจะมีอาการหงุดหงิดแต่เมื่ออดทนไปสักระยะก็จะผ่านพ้นไปได้

แต่ถ้าจะให้ดีควรงดเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลทุกชนิด หันมาดื่มน้ำเปล่าจะดีที่สุดและเป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากด้วย เป็นการประหยัดเงินไปอีกทางเพราะไม่ต้องเสียเงินซื้อเครื่องดื่มแพงๆ ที่มีแต่น้ำตาลอัดแน่นเต็มไปหมด นอกจากไม่ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพแล้วยังก่อโทษในระยะยาวอีกด้วย